KIN NAM cafe'

KIN NAM cafe'

Wednesday, September 21, 2011

วิธีการทำ กาแฟคาปูชิโน่เย็น - HOW TO MAKE ICED CAPPUCCINO



วิธีการทำ กาแฟคาปูชิโน่เย็น
By Russel W

สวัสดีครับ

ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ

เหมือนเดิมนะครับ ก่อนที่ผมจะสาธิตวิธีการทำกาแฟคาปูชิโน่เย็น  มาคุยกันเรื่องอะไรคือ คาปูชิโน่

คาปูชิโน่ เป็นเครื่องดื่มกาแฟของ อิตาลี ที่เตรียมพร้อมกับกาแฟ เอสเปรสโซ่, นมร้อน และโฟมนมร้อน .ในแบบดั้งเดิมและแหล่งกำเนิด ( โดยปกติจะเสริฟใน อิตาลี หรือ ยุโรป ) คาปูชิโน่ ปริมาณ 6 ออนซ์ ( กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ออนซ์  + นมร้อน 2 ออนซ์  + โฟมนม ) แต่ส่วนใหญ่ ร้านกาแฟในอเมริกา กาแฟคาปูชิโน่ จะเสริฟประมาณ 12 ออนซ์ หรือมากกว่านั้น ถ้าคุณสังเกต คาปูชิโน่  ( ในแหล่งกำเนิด ) คือ เอสเปรสโซ่ 2 ออนซ์ ตามด้วยนมร้อน 2 ออนซ์ และโฟมนมร้อนอยู่ด้านบน ความแตกต่างระหว่าง คาปูชิโน่ และ ลาเต้ คือ จำนวนนมและโฟมนม. สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับลาเต้ ติดตามได้ที่บทความของผมนะครับ ที่ http://russelcoffee.blogspot.com//2011/08/how-to-make-iced-latte.html

ดังนั้น คาปูชิโน่  หรือ ลาเต้ หรือ เอสเปรสโซ่  ไม่ใช่ที่เมล็ดกาแฟอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจนะครับ ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟหรือคนไทยบางส่วน ) คาปูชิโน่ หรือ ลาเต้ หรือ เอสเปรสโซ่  คือวิธีการที่ใช้ทำกาแฟ นะครับ

เอาล่ะ ตอนนี้มาเริ่มการทำคาปูชิโน่เย็นกันเลยนะครับ และเหมือนกับเมนูประเภทอื่น ๆ คือไม่มีเคล็ดลับ และเป็นวิธีทำที่ง่าย ๆ ครับ และวันนี้ ผมจะแสดงวิธีทำ 2 วิธีเหมือนเดิมนะครับ แบบที่  1 คือแบบ ต้นตำรับ (จาก คาปูชิโน่ร้อน ) และอีกวิธีคือแบบที่ใช้ นมข้นหวาน ครับ ( แบบไทยสไตล์ )


กาแฟ คาปูชิโน่ เย็น ( แบบ ต้นตำรับ )

- กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ช๊อต ( 2 ออนซ์ )


- เทนมสดเย็น 2 – 2.5ออนซ์ ลงในมิกซ์เซอร์ ( แก้วผสม )

- ทำโฟมนมเย็น ด้วยการปั๊มในเหยือกทำโฟมเย็น ( ฟิชเชอร์ ) หรือใช้แบบมอเตอร์ทำโฟมนมก็ได้ครับแต่ผมขอ แนะนำให้ใช้เหยือกนะครับสะดวก รวดเร็ว และโฟมนมสวยด้วยครับ )
- เติมน้ำแข็งใส่แก้ว 16-22 ออนซ์ ให้เต็มแก้ว
- เท กาแฟเอสเปรสโซ่ ลงในแก้ว
- เติมด้วยนมสดเย็น
- ตามด้วยโฟมนมเย็น
- โรยผงชินนามอน บนโฟมนม ( ถ้าคุณชอบนะครับ )
( ถ้าชอบหวานสามารถเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมได้ครับ ตามความชอบเลยครับ )
- เสร็จเรียบร้อยครับ  


กาแฟ คาปูชิโน่เย็น ( แบบ ไทยสไตล์ )

- กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ช๊อต ( 2 ออนซ์ )
- เทนมข้นหวาน ประมาณ 0.25- 0.5 ออนซ์ ลงในแก้วตวง
- เทนมสดเย็น ประมาณ 1.75 -2 ออนซ์ ในแก้วตวง
- ทำโฟมนมเย็น ด้วยการปั๊มในเหยือกทำโฟมเย็น ( ฟิชเชอร์ ) หรือใช้แบบมอเตอร์ทำโฟมนมก็ได้ครับแต่ผมขอ แนะนำให้ใช้เหยือกนะครับสะดวก รวดเร็ว และโฟมนมสวยด้วยครับ )
- เติม เอสเปรสโซ่ ลงไปในแก้วผสม
- ผสมนมข้นหวานกับเอสเปรสโซ่ ให้เข้ากัน
- เติมน้ำแข็งใส่แก้ว 16-22 ออนซ์ ให้เต็มแก้ว
- เทเอสเปรสโซ่ที่ผสมกับนมข้นหวาน ลงไปในแก้ว
- เติมด้วยนมสดเย็น
 - ตามด้วยโฟมนมเย็น
- โรยผงชินนามอนบนโฟมนม ( ถ้าคุณชอบนะครับ )
- เรียบร้อยครับ ... มีความสุขกับกาแฟคาปูชิโน่เย็น ของคุณกันได้นะครับ
( ถ้าชอบหวานสามารถเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมได้ครับ ตามความชอบเลยครับ )


ตอนนี้คงจะได้รู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าการทำกาแฟคาปูชิโน่เย็น ทำได้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนหรือมีสูตรลับอะไรเลย และนี้ความต่างระหว่าง คาปูชิโน่ กับ ลาเต้ ( รวมถึงประเภท ร้อน ด้วยนะครับ ) แค่ต่างกันที่ ปริมาณนมและโฟมนมเท่านั้น  ดังนั้นต้องลองทำดูนะครับ

และนี่คือบทความของผม ขอขอบคุณสำหรับการติดตาม และ รับชม คลิป ด้วยนะครับ หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างและหากมีคำถาม หรือ ข้อติชม แบ่งปันกันมาได้นะครับ ที่ E-mail kinnamcafe@gmail.com

ขอบคุณครับแล้วเจอกันโอกาสหน้า กับ บทความเรื่องต่อไปครับ





หากอยากรู้เทคนิคการชงกาแฟอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมได้ที่

russelcoffee.blogspot.com




Wednesday, August 10, 2011

วิธีการทำกาแฟลาเต้ - HOW TO MAKE ICED LATTE

http://www.youtube.com/watch?v=yuNtR-QWEos



วิธีการทำกาแฟลาเต้ - HOW TO MAKE ICED LATTE




วิธีการทำกาแฟลาเต้

By Russel W

ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันเรื่องกาแฟลาเต้ทำอย่างไร , เรามาเริ่มจากอะไรคือลาเต้

โดยพื้นฐานแล้วคำว่าลาเต้ มาจากภาษาอิตาเลียน แปลว่า นม. ในประเทศอิตาลี ถ้าเราสั่งลาเต้ ,เราจะได้นมร้อนและตามด้วยชั้นของฟองนม. ดังนั้น กาแฟลาเต้ก็คือกาแฟที่มีนม. เวลายาวนานที่ผ่านมา,กาแฟลาเต้ 1แก้วคือกาแฟและนมร้อนหรือนมอุ่น. แต่ตอนนี้วิวัฒนการได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตามร้านกาแฟต่าง ๆ ทันสมัยขึ้นโดยหันมาใช้ครื่องชงกาแฟ กันมากขึ้น, และกาแฟลาเต้ 1 แก้ว แต่สูตรยังคงเดิมคือ กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ช็อต ( 1ออนซ์ ) หรือ 2 ช็อต ( 2 ออนซ์ )  และสตรีมนมร้อนเพื่อให้ได้นมและฟองนมสำหรับเป็นชั้นท๊อปปิ้ง. และตอนนี้จากที่เรียกว่ากาแฟลาเต้ จึงเรียกง่าย ๆ สั้น ๆ แค่ว่า ลาเต้ 

ดังนั้น ....การทำกาแฟลาเต้เย็น ทำยังไง ???

วันนี้ผมจะสาธิตวิธีการง่ายในการทำกาแฟลาเต้เย็นโดยไม่ได้สูตรลับใด ๆ เลย. ผมจะโชว์วิธีการทำกาแฟลาเต้ 2 แบบนะครับ แบบแรกคือกาแฟลาเต้แบบต้นตำรับและอีกแบบคือแบบไทยสไตล์ครับ ( ตอนนี้ผมอยู่ในประเทศไทยและสังเกตุว่าในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่ ชอบดื่มกาแฟที่มีส่วนผสมของนมข้นหวาน)


มาเริ่มกันที่กาแฟลาเต้เย็น แบบต้นตำรับ กันเลยนะครับ




- เริ่มต้นที่กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ช๊อต  ( 2 ออนซ์ )

หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมการทำกาแฟเอสเปรสโซ่,สามารถติดตามบทความของผมได้ที่




- เทนมสดเย็น ปริมาณ 3.5 ออนซ์  1 แก้ว

- ทำโฟมนมเย็น (ใช้เหยือกสำหรับทำโฟมนมหรือใช้แบบมอเตอร์ก็ได้ครับ แต่สำหรับผมเลือกใช้เหยือกปั๊มโฟมนมครับ)
โดยทั่วไป กาแฟลาเต้ จะเสริฟพร้อมโฟมนม หรือไม่มีโฟมนม ก็ได้ครับ

- เต็มน้ำแข็งให้เต็มแก้ว ขนาด 16 หรือ 22 ออนซ์ ก็ได้ครับ

- เทนมสดเย็น ปริมาณ 3.5 ออนซ์  1 แก้ว

- ทำโฟมนมเย็น (ใช้เหยือกสำหรับทำโฟมนมหรือใช้แบบมอเตอร์ก็ได้ครับ แต่สำหรับผมเลือกใช้เหยือกปั๊มโฟมนมครับ)
โดยทั่วไป กาแฟลาเต้ จะเสริฟพร้อมโฟมนม หรือไม่มีโฟมนม ก็ได้ครับ

- เต็มน้ำแข็งให้เต็มแก้ว ขนาด 16 หรือ 22 ออนซ์ ก็ได้ครับ

- จากนั้น เทกาแฟเอสเปรสโซ่ลงไปในแก้ว

- ขั้นตอนต่อไปเทนมสดลงไปครับ

- ตามด้วยโฟมนมไว้ท๊อปปิ้งนะครับ

- ปิดฝา .....เสร็จแล้วครับ
(หากคุณชอบดื่มหวานสามารถเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมในกาแฟได้นะครับแต่ถ้าให้ดี ควรเลือกเป็นน้ำเชื่อมดีกว่าครับ)

คุณสามารถ เทกาแฟและนม ในแก้ว 16 หรือ 22 ออนซ์  เพราะปริมาณกาแฟยังคงเท่าเดิมต่างกันที่ปริมาณลูกบาศก์ของแก้ว เท่านั้น”


แล้วขั้นตอนต่อไปคือ วิธีการทำกาแฟลาเต้เย็น แบบไทยสไตล์ นะครับ

- เริ่มต้นที่กาแฟเอสเปรสโซ่ 2 ช๊อต  ( 2 ออนซ์ )
หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมการทำกาแฟเอสเปรสโซ่,สามารถติดตามบทความของผมได้ที่

- เทนมข้นหวานใส่แก้วผสม ประมาณ 0.5 ถึง 0.75 ออนซ์

- เทนมสด 2.5 ถึง 3 ออนซ์

- ผสมนมสดและนมข้นหวานเข้ากัน

- ทำโฟมนมเย็น (ใช้เหยือกสำหรับทำโฟมนมหรือใช้แบบมอเตอร์ก็ได้ครับ แต่สำหรับผมเลือกใช้เหยือกปั๊มโฟมนมครับ)
โดยทั่วไป กาแฟลาเต้ จะเสริฟพร้อมโฟมนม หรือไม่มีโฟมนม ก็ได้ครับ

- เต็มน้ำแข็งให้เต็มแก้ว ขนาด 16 หรือ 22 ออนซ์ ครับ

- จากนั้น เทกาแฟเอสเปรสโซ่ลงไปในแก้ว

- เทนมที่ผสมระหว่างนมสดกับนมข้นหวาน ลงไป

- ตามด้วยโฟมนมไว้ท๊อปปิ้ง ครับ

- ปิดฝา .....เสร็จแล้วครับ
(หากคุณชอบดื่มหวานสามารถเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมในกาแฟได้นะครับแต่ถ้าให้ดี ควรเลือกเป็นน้ำเชื่อมดีกว่าครับ)

จะเห็นได้แล้วนะครับ ว่าการทำกาแฟลาเต้เย็น นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่ได้มีสูตรลับอะไรเลย ทุกคนก็สามารถทำได้ครับ ลองทำดูนะครับ


ผมอยากให้ทุกท่านได้ลองอ่านดูนะครับเกี่ยวกับบทความของผม และขอบคุณครับสำหรับการสละเวลาอ่านบทความของผม หากมีคำถามหรือข้อติชมใด ๆ ในเรื่องกาแฟ  เข้ามาแบ่งปันกับผมได้เลยนะครับที่  kinnamcafe@gmail.com 
ผมมีความสุขมากที่จะได้แบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนะครับ
เจอกันใหม่ กับนะครับ กับ “ วิธีการทำกาแฟคาปูชิโน่เย็น”




หากอยากรู้เทคนิคการชงกาแฟอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมได้ที่

russelcoffee.blogspot.com
ิิิ





Wednesday, August 3, 2011

วิธีการทำกาแฟเอสเปรสโซ่ ที่ดีและถูกต้อง - HOW TO MAKE A GOOD ESPRESSO COFFEE

http://www.youtube.com/watch?v=sZxdoewST1w

วิธีการทำกาแฟเอสเปรสโซ่ ที่ดีและถูกต้อง
By  Russel W


สวัสดีครับ
                สำหรับคราวนี้ผมอยากแบ่งปัน วิธีการทำกาแฟเอสเปรสโซ่ ที่ดีและถูกต้อง ขอเพิ่มข้อมูลนิดหน่อยว่าอะไร คือ กาแฟเอสเปรสโซ่ และสำหรับครั้งนี้ มี คลิป วี ดี โอ ประกอบด้วยนะครับ

               ก่อนที่ผมจะแบ่งปันวิธีการทำกาแฟนะครับ เรามาเริ่มกันที่ อะไรคือกาแฟเอสเปรสโซ่               กาแฟเอสเปรสโซ่ คือเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้น โดยผ่านการเดือดของเครื่องชงแรงดันน้ำ ผ่านกาแฟที่บดละเอียดแล้ว เป็นหนึ่งวิธีการทำกาแฟ เพื่อให้ได้น้ำมันจากเมล็ดกาแฟ
                ดังนั้น กาแฟเอสเปรสโซ่ จึงไม่ใช่ชนิดของเมล็ดกาแฟ หรือการคั่วกาแฟ แต่เป็นเรื่องของวิธีการที่เราชงกาแฟ และวิธีการชงกาแฟจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องชงกาแฟ ที่เราเรียกว่า เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่

                กาแฟเอสเปรสโซ่ เป็นฐานของเมนูกาแฟ อื่น ๆ ด้วย เช่น คาปูชิโน่ , มอคค่า , ลาเต้ , 
อเมริกาโน่ และอื่น ๆ



ขั้นตอนการทำกาแฟเอสเปรสโซ
1.       เตรียมเมล็ดกาแฟ
* กาแฟ ต้องบด ก่อนเป็นอันดับแรก ขนาดที่ดีที่สุดโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับเครื่องชงกาแฟและชนิดของกาแฟ ดังนั้น สำหรับขนาดที่ถูกต้องที่สุด คือการทดลองหลาย ๆ ขนาด ซึ่งการไหลของกาแฟ ประมาณ  25 - 30 วินาที ( เวลาที่เริ่มนับ คือ การไหลครั้งแรกของกาแฟผ่านตะแกรงและหยดลงเป็นกาแฟ ขนาด  2 oz สำหรับ 2 ช๊อต หรือ ขนาด 1 oz สำหรับ 1 ช๊อต )

2.   เติมกาแฟลงในตะแกรงด้ามจั
 * กาแฟบดนั้นจำเป็นต้องใส่น้อยกว่าด้านบนตะแกรงเล็กน้อย จากนั้นปรับพื้นผิวกาแฟให้เรียบ
 * ปริมาณกาแฟบด สำหรับชงกาแฟ 1 ช๊อต จะประมาณ 7-9 กรัม และสำหรับ 2 ช๊อต ประมาณ 14 - 18 กรัม
 * ทำความสะอาดตะแกรงบนด้ามจับให้สะอาดเรียบร้อย


3.  การกดกาแฟในตะแกรงโดยการใช้แทมเปอร์ ( ที่กดกาแฟ )
 * การกด กาแฟ ครั้งแรกจำเป็นต้องใช้การกด ระหว่าง 5 - 10 กก
.*  ใช้แทมเปอร์เคาะที่หัวด้ามจับ เพื่อให้แน่ใจว่าได้พื้นผิวกาแฟที่เรียบ
 * กดแทมเปอร์ อีกครั้งโดยใช้น้ำหนัก ประมาณ 15 - 18 กก.
 * ทำความสะอาดผิวบริเวณขอบตะแกรง

 4.  ใส่ด้ามจับเข้าในหัวกรุ๊ป
  * ให้แน่ใจว่าด้ามจับล็อกแน่นเรียบร้อย

  5.  วางแก้ว ไว้ด้านล่าง ให้ตรงกับทางน้ำไหลของด้ามจับ

 6.  เปิดสวิตท์เครื่องชงกาแฟ และหยุดเมื่อได้บริมาณที่ต้องการ
  * 1 ช๊อต เอสเปรสโซ่ เท่ากับ 1 oz (ประมาณ 30 มล.)
  * 2 ช๊อต เอสเปรสโซ่ เท่ากับ 2 oz (ประมาณ 60 มล.)

 7.  เพลิดเพลินกับกาแฟเอสเปรสโซ่
                               

เคล็ดลับการทำกาแฟเอสเปรสโซ่
- ให้แน่ใจว่า ได้ใช้น้ำคุณภาพดี
- ให้แน่ใจว่า เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่ และอุปกรณ์มีความสะอาดดีแล้ว
- ให้แน่ใจว่า แก้วตวงสำหรับรองรับกาแฟสะอาดดีแล้ว
- ให้แน่ใจว่า ได้กาแฟที่บดละเอียด ตามขนาดที่ต้องการแล้ว
- ให้แน่ใจว่า การกดกาแฟได้พื้นผิวที่เรียบ เหมาะสมแล้ว
- ให้แน่ใจว่า สำรวจที่ด้ามจับ ล็อกที่หัวกรุ๊ป แน่นหนาเรียบร้อยแล้ว กดปุ่มเครื่องทำกาแฟ ทันที
- ให้แน่ใจว่า ได้กาแฟตามขนาดที่ต้องการ ( 1 ช๊อต เท่ากับ  1 oz , 2 ช๊อต เท่ากับ 2 oz )

จะเห็นได้ว่า การทำกาแฟเอสเปรสโซ่ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนหรือเป็นสูตรลับอะไรเลยเพราะว่าทำได้เองง่าย ๆ





หากอยากรู้เทคนิคการชงกาแฟอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมได้ที่

russelcoffee.blogspot.com



Friday, July 22, 2011

Coffee shop : ทำไมร้านกาแฟจึงล้มเหลว ?

ทำไมร้านกาแฟจึงล้มเหลว ? แล้วเราจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร 4
โดย Russel. W

สวัสดีครับ แล้วเราก็มาถึงส่วนสุดท้ายของเรื่องนี้กันแล้วนะครับ จากที่คราวก่อนๆผมได้พูดถึงเรื่องที่จับต้องได้ทั้งเรื่องลักษณะร้าน การจัดการ และอื่นๆ แต่วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องที่ค่อนข้างนามธรรมสักหน่อย นั่นก็คือเรื่อง “ใจ” ครับ

อย่าพึ่งคิดไปว่าผมจะมาพูดถึงเรื่องรักๆใคร่ๆนะครับ ที่ผมจะพูดก็คือปัจจัยที่จะทำให้ร้านกาแฟของคุณประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งแทบจะเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดสำหรับการเปิดร้านกาแฟ แต่ก็เป็นส่วนที่ยากที่สุดด้วยเช่นกันนั่นก็คือเรื่องของความรู้สึกครับ

ใจในที่นี้ก็คือความคิดที่คุณอยากทุ่มเทให้กับร้านกาแฟของคุณเอง การจำทำให้ร้านกาแฟของคุณประสบความสำเร็จนั้นคุณต้องเริ่มจากคุณมี “ใจรัก” ในร้านกาแฟของคุณซะก่อน แต่ละคนก็มีเหตุผลในการเปิดร้านกาแฟของตัวเองอยู่ในใจ บางคนอาจจะชอบรสชาติและบรรยากาศในร้านกาแฟเลยอยากแบ่งปันความรู้สึกนั้นให้กับคนอื่น บางคนอาจเห็นโอกาสทางธุรกิจที่มีมากมายของธุรกิจขายกาแฟ ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจในการเปิดร้านกาแฟของตัวเองทั้งนั้น ผมอยากให้ทุกคนที่กำลังคิดหรือคิดจะมีร้านกาแฟเป็นของตัวเองลองถามตัวเองดูว่าเรารักที่จะเปิดร้านกาแฟและอยากประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ คุณจงสัญญากับตัวเอง ใช่ครับ สัญญาว่าคุณจะทำให้ได้ คุณจะไม่ปล่อยให้ร้านกาแฟของคุณพังลงไปต่อหน้าต่อตา และจำคำสัญญานี้ไว้ให้แม่นนะครับ เพราะเมื่อคุณลงมาในสนามนี้แล้ว สัญญานี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว

ถัดมาหลังจากคุณมี “ใจรัก” ในร้านกาแฟของคุณแล้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือ “ใจสู้” ครับ ไม่ว่าคุณจะวางแผนธุรกิจของคุณไว้ยอดเยี่ยม ใช้วัตถุดิบชั้นเลิศ หรือมีความสามารถในการบริหารธุรกิจระดับโลกแค่ไหนก็ตาม แน่นอนว่าคุณต้องเจอปัญหาแน่นอน ไม่ว่าจะปัญหาเล็กหรือใหญ่ มันต้องมาหาคุณแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นสิ่งที่คุณต้องมีคือใจที่พร้อมจะสู้กับปัญหานั้นอย่างไม่ท้อทอย หลายๆครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นมันน่ากลัวมากทีเดียว แต่ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ เพียงแค่คุณพร้อมที่จะสู้กับปัญหาเหล่านั้นคุณก็จะชนะมันได้แน่นอน

และทั้ง 5 ตอนของบทความเรื่อง “ทำไมร้านกาแฟจึงล้มเหลว? แล้วเราจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร” ก็จบไปแล้วนะครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คนที่กำลังคิดจะมีร้านกาแฟ(หรือธุรกิจอะไรก็ตาม)ของตัวเองได้ไอเดียไม่มากก็น้อยนะครับ อย่าลืมว่าเมื่อคุณลงมาทำธุรกิจแล้วมีตอบจบแค่สองแบบคือถ้าไม่เจ๋งก็เจ๊งกันไป เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจของคุณจงศึกษาข้อมูลให้ดี ใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของธุรกิจของคุณ แล้วพก “ใจ” ติดตัวไว้เสมอ เพียงแค่นี้คำว่าล้มเหลวก็จะไม่เข้ามาทักทายคุณแล้วครับ สำหรับผมก็ขอขอบคุณทุกคนสำหรับการติดตามอ่านมาตลอดทั้ง 5 ตอนนะครับ ถ้าหากมีข้อสงสัยหรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสามารถติดต่อผมได้ที่อีเมลล์ kinnamcafe@gmail.com นะครับ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ





Russel. W is consultant at KIN NAM café.
For more information visit http://franchisekinnam.wordpress.com/ and https://www.facebook.com/kinnamcafe or kinnamcafe@gmail.com for any question.

Tuesday, July 19, 2011

ทำไมร้านกาแฟจึงล้มเหลว ?

ทำไมร้านกาแฟจึงล้มเหลว ? แล้วเราจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร 3 (ตอนที่ 2)
โดย Russel. W

คราวก่อนผมได้พูดถึงการเลือกทำเลและสถานที่ไปแล้วนะครับ วันนี้เราจะมาต่อกันที่เรื่องเงินๆทองๆกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผนธุรกิจ เรื่องการจัดการทั้งด้านทั่วๆไปในร้านและด้านการเงิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเปรียบร้านกาแฟร้านนึงให้เหมือนกับคนๆนึง แผนธุรกิจก็เหมือนกับบุคลิกของแต่ละคน แต่ละร้านก็จะมีลักษณะที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของร้านนั้นๆเพื่อดึงดูดลูกค้าเฉพาะกลุ่มออกไปให้ตรงกับความต้องการของร้าน และถ้าลูกค้าตกหลุมรักบุคลิกร้านคุณแล้วหล่ะก็แน่นอนว่าลูกค้าย่อมกลับมาใช้บริการเรื่อยๆแน่นอน

หลังจากที่เรามีบุคลิกของร้านแล้ว การจะทำให้ร้านของเรามีสุขภาพที่แข็งแรงเราจำเป็นต้องมีระบบการจัดการที่ดี ซึ่งการจัดการนี้เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างน้อยๆอย่างการเลือกส่วนผสม การสำรองสินค้า ไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับชาติอย่างการโฆษณาหรือการจัดสรรกระแสเงินหมุนเวียนสำหรับร้านของเราเลยทีเดียว ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับร้านกาแฟหลายๆร้านมักจะเกิดกับเรื่องเล็กๆอย่างการสำรองสินค้า อย่าลืมว่าไม่ว่าของกินชนิดใดในโลก ตราบใดที่มันยังเป็นของกินอยู่มันย่อมมีวันหมดอายุ ถ้าหากการจัดการการสำรองสินค้าของเราไม่ดีแล้ว ปัญหาสินค้าขาดหรือสินค้าค้างสต๊อกจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นและค้าใช้จ่ายเหล่านี้เมื่อนานไปจะมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายก็จะส่งผลกับปริมาณเงินหมุนเวียนในร้านของคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร้านคุณจะเกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง กำไรจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นขาดทุนในที่สุด และเมื่อนั้นหายนะมาเยือนร้านคุณแน่นอน เห็นมั้ยครับว่าปัญหาเล็กๆนิดเดียวส่งผลร้ายแรงต่อธุรกิจของคุณขนาดไหน

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นผมแนะนำว่าก่อนที่คุณจะเริ่มจับธุรกิจใดก็ตาม (ซึ่งอาจจะไม่ใช่ร้านกาแฟก็ได้) คุณต้องทำการบ้านให้เยอะๆ หาความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจที่จะทำจากทุกๆทางที่มี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ อินเทอร์เน็ต สัมมนา อะไรก็ตามแต่ที่จะทำให้คุณเข้าใจธุรกิจของคุณมากยิ่งขึ้น และเมื่อเริ่มต้นธุรกิจของคุณ จงใส่ใจในทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ พยายามเริ่มคิดจากอะไรที่ง่ายๆ คิดว่าถ้าคุณเป็นลูกค้า คุณจะทำอย่างไร คุณอยากได้บริการแบบไหน อย่าลืมว่าปัญหาเล็กๆอาจลุกลามใหญ่โตได้ อย่าคิดว่าผมเปิดร้านเล็กๆเองนะ ไม่ต้องทำให้มันยุ่งยากขนาดนั้นหรอก ปัญหาของเราที่นี้ไม่ใช่ร้านเล็กหรือร้านใหญ่ โจทย์ข้อนี้มีอยู่แค่สองทางออกคือ สำเร็จหรือล้มเหลว
ทั้งหมดที่ผมได้เขียนไปหวังว่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย และคราวหน้าผมจะพูดถึงเรื่องเล็กๆแต่สำคัญถึงขนาดชี้เป็นชี้ตายร้านกาแฟของคุณได้เลยทีเดียว แล้วพบกันคราวหน้าครับ





Russel. W is consultant at KIN NAM café.
For more information visit http://franchisekinnam.wordpress.com/ and https://www.facebook.com/kinnamcafe or kinnamcafe@gmail.com for any question.

Friday, July 15, 2011

ทำไมร้านกาแฟจึงล้มเหลว ? แล้วเราจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร 3 (ตอนที่ 1)

โดย Russel. W.

กลับมาเจอกันอีกแล้วนะครับ คราวก่อนผมได้พูดถึงเหตุผลแรกที่จะทำให้ร้านกาแฟล้มเหลว วันนี้เราจะมาต่อกันที่เหตุผลถัดไปกันนะครับ ซึ่งก็คือ ความรู้ด้านธุรกิจ ใช่แล้วครับ ซึ่งคุณอาจคิดว่า ร้านผมแค่ร้านเล็กๆเอง ไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนขนาดนั้นหรอก แต่ผมอยากให้คุณลองอ่านดูก่อนแล้วผมเชื่อว่าคุณจะเปลี่ยนความคิดแน่นอนครับ โดยวันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องทำเลที่ตั้งของร้านกาแฟว่าจะส่งผลกระทบให้ร้านกาแฟล้มเหลวได้ยังไงกัน

หลายๆคนอาจคิดว่าการหาทำเลที่ดีไม่เห็นจะยากเลย ก็แค่หาที่มีคนเยอะๆก็พอแล้วไม่ใช่หรอ? ซึ่งความคิดนี้ก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะครับ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เยอะแยะว่าร้านที่เปิดในที่ๆมีคนผ่านไปผ่านมาเยอะๆแต่กลับต้องเลิกไปในเวลาไม่นาน ทำไมถึงเป็นอย่างงั้นได้ล่ะ?

แน่นอนว่าสถานที่ที่มีผู้คนเยอะย่อมเพิ่มโอกาสที่จะมีลูกค้าเยอะกว่า แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือจะทำอย่างไรให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาสนใจและเข้ามาใช้บริการร้านของเรา ซึ่งถ้าเราสามารถทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาเข้ามาใช้บริการร้านเราได้แปลว่าเราได้ไปอยู่ในทำเลที่เหมาะสมแล้ว ซึ่งผมแนะนำว่าก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทำเลที่ต้องการเปิดร้าน ผมอยากให้คุณลองศึกษาเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆด้วยตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามจากผู้คนในบริเวณนั้น หาข้อมูลเกี่ยวกับกำซื้อของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ว่าเหมาะสมกับสินค้าที่เราต้องการจะขายหรือไม่ และอย่าตัดสินใจเลือกสถานที่เปิดร้านเพียงเพราะว่า “เค้าบอกมา...” หรือ “เค้าว่ากันว่า...” “เค้า” ที่บอกว่าทำเลนั้นดี ทำเลนี้รู้อาจเป็นเจ้าของที่ที่ต้องการขายสถานที่ของตัวเองก็ได้ ใครจะรู้ อย่าลืมว่าถ้าคุณเลือกสถานที่เปิดร้านผิดๆ โอกาสที่ร้านของคุณจะล้มเหลวแทบจะจ่ออยู่หน้าประตูแล้วนะครับ

คราวหน้าผมจะพูดถึงเรื่องที่เหลือสำหรับหัวข้อ ความรู้ด้านธุรกิจ ในส่วนที่เหลือนะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ




Russel. W is consultant at KIN NAM café.
For more information visit http://franchisekinnam.wordpress.com/ and https://www.facebook.com/kinnamcafe or kinnamcafe@gmail.com for any question.

Tuesday, July 12, 2011

ทำไมร้านกาแฟจึงล้มเหลว ? / WHY DO COFFEE SHOPS FAIL ?? part 2

สวัสดีครับ
วันนี้เราจะมาพูดถึงรายละเอียดในหัวข้อที่ผมได้พูดถึงเมื่อคราวก่อนนะครับ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าในประสบความสำเร็จในการเปิดร้านกาแฟหรือการลดความเสี่ยงที่จะล้มเหลวนั้นเราต้องมองภาพรวมของปัญหาซึ่งจะทำให้เราเห็นความจริงของเรื่องนี้นะครับ
เรามาเริ่มด้วยเหตุผลแรกนั่นก็คือ “รายละเอียด” กันเลยดีกว่า
·       คุณภาพห่วย บริการแย่ พนักงานหน้าบูด
ผมจะแยกออกเป็นสองส่วนนะครับโดยส่วนแรกคือคุณภาพห่วย โดยเราจะต้องทำความเข้าใจสินค้าที่เราขายก่อนว่าคุณภาพที่ดีของสินค้านั้นๆคืออะไร ซึ่งสินค้าของเราหมายถึงทุกอย่างที่วางขายอยู่ในร้านของเรานะครับ และแน่นอนว่าเราต้องคอยเปรียบเทียบคุณภาพของสินค้าของเรากับร้านอื่นด้วยเช่นกัน เพราะของที่จะขายได้(หรือมีแนวโน้นที่จะขายได้)อย่างน้อยๆก็ควรมีคุณภาพใกล้เคียงกับร้านอื่นใช่มั้ยครับ?
สำหรับส่วนถัดมาคือเรื่องการบริการแย่และพนักงานที่ไม่เป็นมิตร คงไม่มีใครอยากเข้าไปซื้อของร้านที่คนขายทำหน้าเบื่อโลกตลอดเวลาแน่ๆ เพราะฉะนั้นตัวเจ้าของร้านและพนักงานจะต้องพร้อมจะให้บริการลูกค้าอย่างเป็นมิตรและจริงใจ นอกจากนั้นผมแนะนำว่าเจ้าของร้านควรสังเกตุผลตอบรับจากลูกและลองเสนอบริการที่แปลกและสร้างสรรค์เพื่อให้ลูกค้าจดจำและอยากกลับมาใช้บริการกับเราอีก
·       ราคาไม่เหมาะสม
การตั้งราคาขายที่ไม่เหมาะสมไม่เป็นผลดีเลยแม้แต่น้อย หลายคนอาจคิดว่าตั้งราคาถูกๆแล้วคนก็มาเองแหละ ซึ่งมันก็ไม่จริงเสมอไปนะครับ ราคาสินค้าที่ถูกเกินไปนอกจากจะทำให้เราได้กำไรน้อยลงแล้วยังจะทำให้ลูกค้าคิดไปว่าเอาของปลอมมาหลอกขายรึเปล่า เอาง่ายๆ คุณกล้าซื้อ iPhone เครื่องละ 3000 มั้ยล่ะครับ และการตั้งราคาสูงเกินไป (ซึ่งหลายๆครั้งเกิดจากต้นทุนที่สูงไปแล้วมาบวกเพิ่มกับลูกค้าซึ่งผมจะพูดถึงเรื่องนี้ในครั้งต่อไป) ก็จะทำให้ลูกค้าไม่กล้าเข้ามาซื้อก็ได้เช่นกัน
·       บรรยากาศไม่ดี
ไม่มีใครชอบที่ที่บรรยากาศไม่ดีเช่น สกปรก รกเลอะเทอะ ไม่น่านั่ง ดังนั้นควรทำให้ร้านของคุณสะอาดและเหมาะสมกับการมา “ใช้เวลา” ซึ่งเป็นเหตุผลหลักๆที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาอุดหนุนคุณอีก
·       ความสะอาด
เหมือนกับข้อข้างบน ไม่มีใครอยากไปในสถานที่ที่ไม่สะอาด ผมแนะนำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณจะต้องตั้งมาตรฐานให้สูงเข้าไว้ คิดไว้เสมอว่ายิ่งสะอาดยิ่งดี
เอาล่ะ ผมคิดว่าน่าจะครบแล้วสำหรับหัวข้อแรก ครั้งต่อไปผมจะเขียนถึงเรื่องยากๆที่ไม่ยากอย่างที่คิด นั่นก็คือเรื่องธุรกิจนั่นเอง แล้วผมกันครั้งหน้าครับ






Russel Frederic. W is consultant at KIN NAM café.